เช็กอาการติด “โอไมครอน” อาการแบบนี้เสี่ยงติดแล้วหรือยัง

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 ยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่ยังไม่น่าไว้วางใจ โดยเฉพาะการระบาดระลอกใหม่ของโอไมครอน สายพันธุ์วิวัฒนาการสร้างความหวั่นวิตกให้กับประชาชนชาวไทยอย่างมาก ดังนั้นเพื่อสร้างความมั่นใจว่า คุณเป็นหนึ่งในคนที่ปลอดภัย ไปดูกันดีกว่าว่า อาการของการติด “โอไม่ครอน” ล่าสุดมีอาการอย่างไรบ้าง

เช็กอาการติดโอไมครอน 

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2564 พญ. อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศบค. (ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019) ได้เปิดเผยข้อมูลของผู้ติดเชื้อโควิด – 19 สายพันธุ์โอไมครอนที่มีอาการทั้งหมด 41 ราย 8 อาการที่พบได้มากสุด มีดังนี้ 

  • 54% อาการไอ 
  • 37% เจ็บคอ 
  • 29% มีไข้
  • 15% ปวดกล้ามเนื้อ
  • 12% มีน้ำมูก 
  • 10% ปวดศีรษะ
  • 5% หายใจลำบาก 
  • 2% อาการได้กลิ่นลดลง 
  • 48% ไม่มีอาการ 

จะเห็นได้ว่า อาการดังกล่าวมีผลต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบนเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่มีลักษณะลงปอด ทำให้สังเกตได้ยากว่าใครเป็นผู้ติดเชื้อ และเสี่ยงต่อการติดต่อได้ง่าย ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงได้เน้นย้ำให้สวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้น เพื่อการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ข้อมูลใหม่จาก ดร. จอห์น แคมพ์เบล แพทย์จากอังกฤษ ระบุว่า อาการติดโอไมครอนเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง คือ ยากต่อการสังเกตอาการ ไม่มีค่อยมีไข้ ไม่พบการสูญเสียการรับกลิ่นและรับรส อาการหลักที่พบได้ มีดังนี้ 

  • 65% ปวดหัว 
  • 65% อ่อนเพลีย ตั้งแต่ไม่มากจนกระทั่งลุกไม่ไหว
  • 65% น้ำมูกไหล
  • 57% เจ็บคอ 
  • 55% จาม 

โควิดสายพันธุ์ โอไมครอน น่ากลัวแค่ไหน 

โอไมครอน เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนมากกว่า 50 ตำแหน่ง โดย 32 ตำแหน่งเกิดขึ้นบนโปรตีนหนาม (Spike Protein) ซึ่งเป็นโปรตีนไวรัสที่เข้าสู่เซลล์ร่างกายมนุษย์มากกว่าสายพันธุ์เดลตาถึง 2 เท่า และเกิดการกลายพันธุ์ที่ส่วนตัวรับ ยึดจับเซลล์ในร่างกายมากถึง 10 ตำแหน่ง สิ่งที่น่ากลัว คือ 

  • เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น
  • แพร่กระจายได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดลตา 
  • อาจหลบภูมิคุ้มกันได้
  • มีแนวโน้มจ่ายประสิทธิภาพของวัคซีน 
  • มีโอกาสติดเชื้อซ้ำ
  • ความรุนแรงยังไม่แน่ชัดเรื่องอาการป่วยหรือติดเชื้อรุนแรงขึ้นหรือไม่ 

ไม่ว่าอย่างไรก็ตามโอไมครอน เป็นสายพันธุ์ที่มีความน่ากลัว ดังนั้นจึงต้องปฏิบัติตามมาตรการการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทั้งรับวัคซีน สวมหน้ากากอนามัย รักษาระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอ เลี่ยงพื้นที่ปิด อาการไม่ถ่ายเท สำรวจอาการตนเอง และตรวจด้วยชุดตรวจชนิดเร่งด่วน (ATK) Antigen Test Kit เพื่อให้ห่างไกลจากการติดเชื้อ หรือหากไม่แน่ใจควรสำรวจอาการของตนเองว่า เข้าข่ายอาการที่กล่าวไม่ข้างตนหรือไม่ หากใช่ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ผู้อื่น แยกห้องพัก แยกข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ จนกว่าอาการจะหายดี เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและคนที่คุณรัก 

Related Post

Gastritis

ไม่มองข้ามโรคกระเพาะ เป็นได้ง่ายรักษาได้ยาก!ไม่มองข้ามโรคกระเพาะ เป็นได้ง่ายรักษาได้ยาก!

หากพูดถึงโรคกระเพาะ เชื่อได้เลยว่าหลาย ๆ คนจะต้องรู้จัก และคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแน่นอน ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าโรคกระเพาะไม่ร้ายแรง และไม่น่ากลัวเท่าไหร่นัก เพียงแค่มีอาการปวดท้องเท่านั้น แต่ความจริงแล้วโรคกระเพาะจะมีความอันตรายเป็นอย่างมาก เพราะหากเราปล่อยเอาไว้นาน ๆ โรคกระเพาะสามารถลุกลามไปเป็นโรคอื่น ๆ ได้นั่นเอง ดังนั้นเราจำเป็นต้องดูแลตัวเองให้ดี รับประทานอาหารให้เหมาะสม เพื่อป้องกันโรคกระเพาะให้ได้มากที่สุด รู้จักกับโรคกระเพาะ โรคสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม โรคกระเพาะ หรือทางการแพทย์จะเรียกกันว่า “โรคกระเพาะอาหารอักเสบ” ซึ่งโรคนี้จะเป็นโรคที่สามารถพบได้ค่อนข้างบ่อยเลยทีเดียว สำหรับโรคกระเพาะนี้จะเป็นอาการที่เกิดขึ้นที่เยื่อบุภายในกระเพาะอาหารอักเสบ โดยลักษณะของอาการจะมีอยู่หลากหลายชนิดด้วยกัน อย่างเช่น ปวดท้อง เรอ อาเจียน คลื่นไส้

Thalassemia

โรคธาลัสซีเมียมีอาการอย่างไรและรักษาอย่างไรโรคธาลัสซีเมียมีอาการอย่างไรและรักษาอย่างไร

ธาลัสซีเมียเป็นโรคทางพันธุกรรมทางเลือดที่ส่งผลต่อการผลิตฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นโปรตีนในเซลล์เม็ดเลือดแดงที่นำออกซิเจนไปทั่วร่างกาย โรคนี้เป็นภาวะที่เกิดขึ้นตลอดชีวิตซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการต่างๆ ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง และจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ธาลัสซีเมียมีสองประเภทหลัก: อัลฟ่าธาลัสซีเมียและเบต้าธาลัสซีเมีย อัลฟ่าธาลัสซีเมียเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่สร้างอัลฟ่าโกลบิน ในขณะที่เบต้าธาลัสซีเมียเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่สร้างเบต้าโกลบิน ความรุนแรงของโรคธาลัสซีเมียจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับจำนวนของยีนที่ได้รับผลกระทบและการกลายพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียอาจมีอาการหลายอย่าง เช่น เหนื่อยล้า อ่อนแรง ผิวซีด ดีซ่าน และม้ามบวม บางคนอาจประสบกับความผิดปกติของกระดูก ปัญหาการเจริญเติบโต และวัยแรกรุ่นล่าช้า ในกรณีที่รุนแรง ธาลัสซีเมียอาจทำลายหัวใจและตับ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การรักษาโรคธาลัสซีเมียขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงอาจไม่ต้องการการรักษาใด ๆ ในขณะที่ผู้ที่มีอาการรุนแรงอาจต้องได้รับการดูแลรักษาทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ตัวเลือกการรักษาธาลัสซีเมีย ได้แก่ การถ่ายเลือด

Postpartum hair loss in mothers

ปัญหาผมร่วงของคุณแม่หลังคลอด ดูแลได้อย่างไรบ้างปัญหาผมร่วงของคุณแม่หลังคลอด ดูแลได้อย่างไรบ้าง

อาการผมร่วงหลังคลอดบุตรของคุณแม่หลาย ๆ คน ถือเป็นอาการที่สามารถพบเห็นได้บ่อยเป็นอย่างมาก เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงหลังจากอุ้มท้องมานานกว่า 9 เดือนด้วยกัน ในขณะที่อุ้มท้องอยู่นั้น ร่างกายของผู้หญิงจะต้องผลิตฮอร์โมนชนิดนี้ออกมาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เส้นผมของแม่ขณะอุ้มท้องดูเงางาม และแข็งแรง แต่หลังจากคลอดลูกออกมาแล้วนั้น ระดับฮอร์โมนที่เคยสูงจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เส้นผมที่เคยเงางามกลับร่วงลงในจำนวนมากนั่นเอง ดังนั้นคุณแม่ทุกคนจำเป็นต้องหาวิธีดูแลเส้นผมให้ดีที่สุด เพื่อป้องกันผมร่วงหลังคลอดนั่นเอง ผมร่วงหลังคลอดลูก มีความอันตรายหรือไม่ เชื่อว่าอาการผมร่วงหลังคลอดจะเป็นอาการที่ทำให้คุณแม่หลาย ๆ คนกังวลใจเป็นอย่างมาก เพราะกลัวว่าจะเกิดอันตราย ซึ่งจะต้องบอกเลยว่าอาการผมร่วงหลังคลอดนั้น จะไม่ก่อให้เกิดภาวะอันตรายใด ๆ เพราะโดยปกติแล้วผมที่ร่วงหลังคลอดจะเป็นเพียงผมส่วนน้อยเท่านั้น ทั้งนี้อาการผมร่วงยังไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน ส่วนใหญ่แล้วอาการผมร่วมจะเริ่มแสดงอาการหลังคลอดประมาณ 3-4 เดือน