มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ MIS การผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้โลกของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในหลากหลายเรื่องเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับสิ่งต่าง ๆ ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น แน่นอนว่าก็จะต้องรวมไปถึงการพัฒนาทางการแพทย์ด้วย ที่ต้องบอกเลยว่าปัจจุบันนี้การแพทย์พัฒนาไปไกลและมีนวัตกรรมเกิดขึ้นใหม่ไม่หยุดเลย ซึ่ง MIS  ก็นับว่าเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการแพทย์ที่น่าสนใจไม่น้อยเลย แล้ว MIS คืออะไร มาทำความเข้าใจกัน

MIS (Minimally Invasive Surgery) คืออะไร มาทำความเข้าใจกัน

MIS (Minimally Invasive Surgery) คือ การผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก โดยในการผ่าตัดด้วยวิธีนี้จะทำการเจาะผิวหนังบริเวณที่ต้องการจะทำการรักษาให้เป็นรูที่มีขนาดเล็ก การเจาะผิวหนังนี้ก็เพื่อที่จะให้สามารถสอดกล้องและเครื่องมือในการผ่าตัดเข้าไปได้ ทั้งนี้รอยแผลที่เกิดขึ้นก็จะเล็กมาก ๆ อยู่ที่ประมาณ 1-2 ซม.เท่านั้นเอง การผ่าตัดแบบนี้จะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจน และยังเป็นวิธีการที่สามารถลดอาการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อและอวัยวะที่อยู่ภายในได้น้อยลงด้วย รวมถึงยังช่วยลดโอกาสการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ขึ้นด้วย ที่สำคัญเมื่อผ่าตัดแล้วผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นนาน เนื่องจากว่าเจ็บน้อยและแผลเล็กมากนั่นเอง

หากจถามว่าการผ่าตัดด้วยวิธีการ MIS นั้นดีกว่าการผ่าตัดแบบเปิดอย่างไร ก็ต้องบอกเลยว่าเป็นวิธีการผ่าตัดที่ดีตรงทำให้แผลมีขนาดที่เล็กมากกว่า เพราะการผ่าตัดด้วยวิธี MIS จะทำให้เกิดแผลที่เล็กเพียงแค่ 5-10 มิลลิเมตร ในขณะที่การผ่าตัดแบบเดิมจะทำให้เกิดแผลกว้างมากถึง 12-20 เซนติเมตรเลยนั่นเอง นอกจากนั้นแล้วการผ่าตัดแบบ MIS ยังใช้เวลาฟื้นตัวจากการผ่าตัดได้เร็วกว่า โดยเฉพาะหากว่าผู้ป่วยเสียเลือดน้อยก็สามารถเดินทางกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้เลยด้วย แต่ในการผ่าตัดแบบเดิมจะต้องใช้เวลาในการให้ผู้ป่วยพักฟื้นประมาณ 7-14 วันเลย

สำหรับโรคที่สามารถใช้การผ่าตัดผ่านกล้องได้นั้นหลัก ๆ แล้วจะเป็นการผ่าตัดเกี่ยวกับโรคที่เกิดขึ้นในช่องท้อง โดยสามารถรักษาโรคที่เกิดในช่องท้องได้เกือบทุกชนิดเลย ไม่ว่าจะเป็น การผ่าตัดถุงน้ำช็อกโกแลต, การผ่าตัดเนื้องอกของรังไข่และปีกมดลูก, การผ่าตัดเนื้องอกมดลูก, การตัดมดลูกผ่านทางกล้อง, การผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี, การผ่าตัดเนื้องอกของกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร, การผ่าตัดม้าม, การผ่าตัดไส้เลื่อนขาหนีบ, การผ่าตัดไส้เลื่อนกะบังลม,  การผ่าตัดเลาะพังผืด, การผ่าตัดเนื้องอกลำไส้ใหญ่, การผ่าตัดไต, ต่อมหมวกไต, การผ่าตัดไส้ติ่ง, การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ และอื่น ๆ อีกมากมาย

Related Post

Gastritis

ไม่มองข้ามโรคกระเพาะ เป็นได้ง่ายรักษาได้ยาก!ไม่มองข้ามโรคกระเพาะ เป็นได้ง่ายรักษาได้ยาก!

หากพูดถึงโรคกระเพาะ เชื่อได้เลยว่าหลาย ๆ คนจะต้องรู้จัก และคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแน่นอน ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าโรคกระเพาะไม่ร้ายแรง และไม่น่ากลัวเท่าไหร่นัก เพียงแค่มีอาการปวดท้องเท่านั้น แต่ความจริงแล้วโรคกระเพาะจะมีความอันตรายเป็นอย่างมาก เพราะหากเราปล่อยเอาไว้นาน ๆ โรคกระเพาะสามารถลุกลามไปเป็นโรคอื่น ๆ ได้นั่นเอง ดังนั้นเราจำเป็นต้องดูแลตัวเองให้ดี รับประทานอาหารให้เหมาะสม เพื่อป้องกันโรคกระเพาะให้ได้มากที่สุด รู้จักกับโรคกระเพาะ โรคสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม โรคกระเพาะ หรือทางการแพทย์จะเรียกกันว่า “โรคกระเพาะอาหารอักเสบ” ซึ่งโรคนี้จะเป็นโรคที่สามารถพบได้ค่อนข้างบ่อยเลยทีเดียว สำหรับโรคกระเพาะนี้จะเป็นอาการที่เกิดขึ้นที่เยื่อบุภายในกระเพาะอาหารอักเสบ โดยลักษณะของอาการจะมีอยู่หลากหลายชนิดด้วยกัน อย่างเช่น ปวดท้อง เรอ อาเจียน คลื่นไส้

CRISPR กับการรักษาโรคในอนาคต มีโอกาสแค่ไหนที่จะใช้ได้จริงในวงกว้าง

CRISPR กับการรักษาโรคในอนาคต มีโอกาสแค่ไหนที่จะใช้ได้จริงในวงกว้างCRISPR กับการรักษาโรคในอนาคต มีโอกาสแค่ไหนที่จะใช้ได้จริงในวงกว้าง

CRISPR กับการรักษาโรคในอนาคต: โอกาสการใช้งานจริงในวงกว้าง CRISPR คือเทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรมที่มีความแม่นยำสูงและสามารถปรับแต่งยีนในระดับโมเลกุลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2010 และได้รับความสนใจอย่างมากในวงการชีววิทยาและการแพทย์เพราะมีศักยภาพสูงในการรักษาโรคต่างๆ ที่เคยรักษาได้ยากหรือแทบจะไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผล เช่น โรคทางพันธุกรรม มะเร็ง และโรคติดเชื้อ ในบทความนี้จะสำรวจว่าโอกาสที่ CRISPR จะถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคอย่างแพร่หลายในอนาคตมีมากน้อยแค่ไหน พร้อมอธิบายถึงข้อดี ข้อจำกัด และแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้ การทำความเข้าใจ CRISPR และศักยภาพในการรักษาโรค CRISPR (Clustered Regularly Interspaced Short Palindromic Repeats) เป็นเทคนิคตัดต่อยีนที่พัฒนาจากระบบภูมิคุ้มกันของแบคทีเรีย

Postpartum hair loss in mothers

ปัญหาผมร่วงของคุณแม่หลังคลอด ดูแลได้อย่างไรบ้างปัญหาผมร่วงของคุณแม่หลังคลอด ดูแลได้อย่างไรบ้าง

อาการผมร่วงหลังคลอดบุตรของคุณแม่หลาย ๆ คน ถือเป็นอาการที่สามารถพบเห็นได้บ่อยเป็นอย่างมาก เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงหลังจากอุ้มท้องมานานกว่า 9 เดือนด้วยกัน ในขณะที่อุ้มท้องอยู่นั้น ร่างกายของผู้หญิงจะต้องผลิตฮอร์โมนชนิดนี้ออกมาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เส้นผมของแม่ขณะอุ้มท้องดูเงางาม และแข็งแรง แต่หลังจากคลอดลูกออกมาแล้วนั้น ระดับฮอร์โมนที่เคยสูงจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เส้นผมที่เคยเงางามกลับร่วงลงในจำนวนมากนั่นเอง ดังนั้นคุณแม่ทุกคนจำเป็นต้องหาวิธีดูแลเส้นผมให้ดีที่สุด เพื่อป้องกันผมร่วงหลังคลอดนั่นเอง ผมร่วงหลังคลอดลูก มีความอันตรายหรือไม่ เชื่อว่าอาการผมร่วงหลังคลอดจะเป็นอาการที่ทำให้คุณแม่หลาย ๆ คนกังวลใจเป็นอย่างมาก เพราะกลัวว่าจะเกิดอันตราย ซึ่งจะต้องบอกเลยว่าอาการผมร่วงหลังคลอดนั้น จะไม่ก่อให้เกิดภาวะอันตรายใด ๆ เพราะโดยปกติแล้วผมที่ร่วงหลังคลอดจะเป็นเพียงผมส่วนน้อยเท่านั้น ทั้งนี้อาการผมร่วงยังไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน ส่วนใหญ่แล้วอาการผมร่วมจะเริ่มแสดงอาการหลังคลอดประมาณ 3-4 เดือน