อุตสาหกรรมสีเขียว: ทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของไทย
อุตสาหกรรมสีเขียวคือการดำเนินธุรกิจและการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมตลอดห่วงโซ่คุณค่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจึงไม่ใช่เพียงการติดตั้งพลังงานหมุนเวียน แต่ครอบคลุมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับกระบวนการผลิต การจัดการวัสดุและของเสีย ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระบุว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน ขณะที่องค์การพลังงานระหว่างประเทศประเมินว่าภาคอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำคัญของโลก บทความนี้จึงพิจารณาความหมายและระดับของอุตสาหกรรมสีเขียว เทคโนโลยีและมาตรการลดคาร์บอน เครื่องมือเชิงนโยบายและตลาด ตลอดจนแนวทางที่ไทยสามารถใช้เร่งการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมและแข่งขันได้
อุตสาหกรรมสีเขียวกับบทบาทต่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดแนวคิดอุตสาหกรรมสีเขียวให้ครอบคลุมการประกอบกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามระดับการดำเนินงาน ตั้งแต่การสร้างความมุ่งมั่น การจัดการสิ่งแวดล้อม การติดตามผล ไปจนถึงการขยายเครือข่ายความร่วมมือ แนวคิดนี้จึงกว้างกว่าการควบคุมมลพิษปลายท่อ เพราะมุ่งปรับวิธีคิด การบริหาร และความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย
ความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเห็นได้จากข้อมูลระดับโลก องค์การพลังงานระหว่างประเทศรายงานว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคพลังงานทั่วโลกในปี พ.ศ. 2566 อยู่ที่ประมาณ 37.4 พันล้านตัน และการผลิตวัสดุพื้นฐาน เช่น เหล็ก ซีเมนต์ และสารเคมี เป็นกิจกรรมที่ลดการปล่อยได้ยาก เพราะต้องใช้ทั้งพลังงานความร้อนสูงและกระบวนการเคมีโดยตรง ขณะเดียวกัน กติกาการค้าและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมกำลังทำให้ข้อมูลการปล่อยก๊าซของสินค้าและห่วงโซ่อุปทานมีผลต่อการเข้าถึงตลาดและต้นทุนเงินทุนมากขึ้น
ระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว
อุตสาหกรรมสีเขียวพัฒนาเป็นลำดับจากการประกาศเจตนารมณ์และปฏิบัติตามกฎหมาย ไปสู่การมีระบบจัดการสิ่งแวดล้อม การวัดผลและทบทวนปรับปรุง การสร้างวัฒนธรรมองค์กรสีเขียว และการทำงานร่วมกับเครือข่ายธุรกิจและชุมชน การแบ่งระดับช่วยให้องค์กรเริ่มจากสิ่งที่ทำได้ก่อน แล้วค่อยยกระดับเป้าหมายและความน่าเชื่อถือของผลการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม การได้รับการรับรองหรือผ่านเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้แปลว่าองค์กรเป็นกลางทางคาร์บอนโดยอัตโนมัติ การจัดการสิ่งแวดล้อมอาจครอบคลุมมลพิษ น้ำ ของเสีย และความปลอดภัย ขณะที่การลดคาร์บอนต้องกำหนดขอบเขตการปล่อยก๊าซ วัดข้อมูลตามวิธีที่สอดคล้อง และแสดงผลลดการปล่อยอย่างเป็นรูปธรรม จึงควรใช้มาตรฐานและการรับรองเป็นเครื่องมือพัฒนาระบบ ไม่ใช่ใช้แทนหลักฐานการลดคาร์บอน
ประสิทธิภาพทรัพยากรและเศรษฐกิจหมุนเวียน
การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพหมายถึงการผลิตสินค้าและบริการให้ได้มากขึ้นโดยใช้พลังงาน วัตถุดิบ และน้ำลดลง ส่วนเศรษฐกิจหมุนเวียนมุ่งรักษาคุณค่าของวัสดุให้อยู่ในระบบนานที่สุด ผ่านการออกแบบให้ซ่อมได้ ใช้ซ้ำได้ แยกชิ้นส่วนได้ และนำกลับมาใช้ประโยชน์ การปรับปรุงสองด้านนี้ช่วยลดต้นทุนและลดการปล่อยจากการสกัดวัตถุดิบ การขนส่ง และการกำจัดของเสีย
ตัวอย่างมาตรการ ได้แก่ การตรวจวัดพลังงานรายกระบวนการ การนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ การปรับปรุงมอเตอร์และระบบอากาศอัด การใช้น้ำหมุนเวียน และการนำผลพลอยได้จากโรงงานหนึ่งไปเป็นวัตถุดิบของอีกโรงงานหนึ่ง การประเมินผลควรพิจารณาทั้งปริมาณการใช้ทรัพยากรรวมและความเข้มต่อหน่วยผลิต เพื่อไม่ให้การเพิ่มกำลังการผลิตทำให้ผลลดต่อหน่วยกลบการใช้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นโดยรวม
เมื่อองค์กรจัดการทรัพยากรและระบบพื้นฐานได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการระบุแหล่งปล่อยและเลือกเทคโนโลยีให้เหมาะกับลักษณะอุตสาหกรรม
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม
การลดการปล่อยในภาคอุตสาหกรรมต้องเริ่มจากการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก โดยแยกการปล่อยโดยตรงจากแหล่งที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือควบคุม การปล่อยทางอ้อมจากไฟฟ้าและพลังงานที่ซื้อ และการปล่อยอื่น ๆ ในห่วงโซ่คุณค่า เช่น วัตถุดิบ การขนส่ง การใช้ผลิตภัณฑ์ และการกำจัดหลังใช้งาน กรอบการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของพิธีสารก๊าซเรือนกระจกเป็นแนวทางที่องค์กรทั่วโลกใช้อ้างอิงในการกำหนดขอบเขตและรายงานข้อมูล
การเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้พลังงานสะอาด
มาตรการที่มักเริ่มได้รวดเร็วคือการลดความสูญเสียพลังงาน เช่น ปรับระบบไอน้ำ ฉนวน หม้อไอน้ำ เตาเผา มอเตอร์ และระบบทำความเย็น จากนั้นจึงเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนผ่านการติดตั้งในพื้นที่ การซื้อไฟฟ้าสะอาด หรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตามรูปแบบที่กฎหมายและระบบไฟฟ้ารองรับ การเปรียบเทียบทางเลือกควรพิจารณาต้นทุนตลอดอายุโครงการ ความมั่นคงของพลังงาน และผลการลดการปล่อยจริง ไม่ใช่ดูเฉพาะราคาต่อหน่วย
สำหรับโรงงานที่ใช้ความร้อนอุณหภูมิสูง การเปลี่ยนเชื้อเพลิงอาจทำได้ยากกว่าการเปลี่ยนแหล่งไฟฟ้า จึงต้องพิจารณาหลายทางเลือกควบคู่กัน เช่น การใช้ไฟฟ้าโดยตรง ระบบกักเก็บพลังงาน เชื้อเพลิงชีวภาพที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ และการออกแบบกระบวนการใหม่ การใช้เชื้อเพลิงทางเลือกต้องประเมินการปล่อยตลอดวัฏจักรชีวิตและผลกระทบต่อการใช้ที่ดิน เพื่อไม่ให้การลดการปล่อยในโรงงานนำไปสู่ผลกระทบด้านอื่น
การลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมที่ลดได้ยาก
อุตสาหกรรมเหล็ก ซีเมนต์ และเคมีภัณฑ์มีการปล่อยจากทั้งการใช้พลังงานและปฏิกิริยาในกระบวนการผลิต ตัวอย่างเช่น การผลิตปูนเม็ดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการสลายตัวของหินปูน แม้ใช้ไฟฟ้าสะอาดก็ยังไม่สามารถกำจัดการปล่อยจากปฏิกิริยานี้ได้ทั้งหมด แนวทางจึงประกอบด้วยการใช้วัสดุทดแทนปูนเม็ด การเพิ่มประสิทธิภาพเตา การใช้วัตถุดิบหมุนเวียน การพัฒนาเหล็กที่ใช้ไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ และการดักจับ ใช้ประโยชน์ หรือกักเก็บคาร์บอนในกรณีที่มีความเหมาะสม
องค์การพลังงานระหว่างประเทศชี้ว่าเทคโนโลยีหลายชนิดที่จำเป็นต่อการลดการปล่อยในอุตสาหกรรมหนักยังต้องขยายการใช้งานและลดต้นทุน การวางแผนจึงควรจัดลำดับตามความพร้อมและความคุ้มค่า เริ่มจากประสิทธิภาพและการลดความต้องการวัสดุ ก่อนใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนกว่า พร้อมประเมินความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าสะอาด ระบบขนส่งไฮโดรเจน และพื้นที่กักเก็บคาร์บอน
ข้อมูลคาร์บอนและการลดการปล่อยในห่วงโซ่อุปทาน
การปล่อยในห่วงโซ่คุณค่ามักอยู่นอกขอบเขตโรงงานโดยตรง แต่มีความสำคัญต่อการประเมินผลกระทบรวม องค์กรจึงควรขอข้อมูลจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบ ผู้รับจ้างผลิต และผู้ขนส่ง พร้อมกำหนดวิธีคำนวณและหลักฐานประกอบอย่างสม่ำเสมอ การใช้ค่าประมาณจากฐานข้อมูลอาจเหมาะในช่วงเริ่มต้น แต่ควรพัฒนาสู่ข้อมูลเฉพาะกิจกรรมและการตรวจสอบจากบุคคลที่สามเมื่อข้อมูลมีผลต่อการตัดสินใจหรือการเปิดเผยต่อผู้ซื้อ
การรายงานที่น่าเชื่อถือควรแสดงปีฐาน ขอบเขตองค์กร วิธีคำนวณ ปัจจัยการปล่อย สมมติฐาน และการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ การสื่อสารคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อม เช่น “คาร์บอนต่ำ” หรือ “เป็นกลางทางคาร์บอน” ควรระบุความหมายและหลักฐานชัดเจน เพื่อป้องกันการกล่าวอ้างเกินจริงและรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้า
เมื่อโรงงานมีข้อมูลและแผนเทคโนโลยีแล้ว นโยบายและกลไกตลาดจะเป็นแรงผลักให้การลงทุนเกิดขึ้นในระดับกว้าง
นโยบาย ตลาด และโอกาสทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมสีเขียว
นโยบายคาร์บอนต่ำเปลี่ยนเงื่อนไขการแข่งขันผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การเปิดเผยข้อมูล การจัดซื้อจัดจ้าง และมาตรการด้านการค้า ตัวอย่างสำคัญคือกลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มช่วงเปลี่ยนผ่านในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 และกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าบางประเภท เช่น เหล็ก ซีเมนต์ อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน รายงานข้อมูลการปล่อยที่เกี่ยวข้อง ก่อนเข้าสู่ระยะบังคับเต็มรูปแบบตามกรอบที่กำหนด
สำหรับผู้ส่งออกไทย ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่การชำระต้นทุนคาร์บอน แต่อาจรวมถึงภาระเก็บข้อมูลจากผู้ผลิตหลายระดับ ความจำเป็นในการพิสูจน์แหล่งพลังงาน และแรงกดดันจากลูกค้าที่ตั้งเป้าหมายลดการปล่อย การเตรียมข้อมูลล่วงหน้าจึงช่วยลดความเสี่ยงด้านการเข้าถึงตลาดและเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตที่มีข้อมูลน่าเชื่อถือได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น
การกำหนดราคาและการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอน
การกำหนดราคาคาร์บอนมีหลายรูปแบบ เช่น ภาษีคาร์บอนและระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ โดยมีเป้าหมายทำให้ต้นทุนจากการปล่อยสะท้อนอยู่ในสัญญาณทางเศรษฐกิจ องค์กรสามารถใช้ราคาคาร์บอนภายในเพื่อเปรียบเทียบโครงการลงทุนและเตรียมรับความเสี่ยงในอนาคต แม้ราคาภายในดังกล่าวจะไม่ใช่ภาษีหรือราคาตลาดจริงก็ตาม
ข้อมูลจากโครงการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนระหว่างประเทศแสดงให้เห็นว่าบริษัทจำนวนมากขึ้นถูกขอให้เปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศโดยผู้ลงทุน ลูกค้า และคู่ค้า อย่างไรก็ดี การเปิดเผยที่มีคุณค่าต้องเชื่อมโยงกับการบริหารความเสี่ยงและแผนลงทุน ไม่ใช่รายงานตัวเลขโดยไม่มีเป้าหมายหรือการติดตามผล
อุตสาหกรรมสีเขียวกับการลงทุนและนวัตกรรม
การเปลี่ยนผ่านสร้างตลาดสำหรับอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ระบบจัดการพลังงาน แบตเตอรี่ วัสดุคาร์บอนต่ำ และบริการวัดและตรวจสอบการปล่อย ผู้ประกอบการที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ใช้ทรัพยากรน้อยลงหรือมีข้อมูลคาร์บอนที่ตรวจสอบได้ อาจสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งและตอบโจทย์การจัดซื้อของลูกค้ารายใหญ่
ข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทยสะท้อนการให้ความสำคัญกับกิจการพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีประหยัดพลังงานผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุน อย่างไรก็ตาม การดึงดูดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่รับประกันผลลดคาร์บอน จำเป็นต้องติดตามการใช้พลังงาน การปล่อยตลอดวงจรชีวิต การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างทักษะให้แรงงานในประเทศด้วย
กรณีตัวอย่างการเปลี่ยนผ่านในห่วงโซ่อุตสาหกรรม
ภาคซีเมนต์แสดงให้เห็นว่าการลดคาร์บอนต้องดำเนินหลายมาตรการพร้อมกัน ผู้ผลิตสามารถลดสัดส่วนปูนเม็ดในผลิตภัณฑ์เมื่อมาตรฐานและคุณภาพรองรับ เพิ่มเชื้อเพลิงทดแทนที่มีแหล่งที่มาตรวจสอบได้ ปรับปรุงประสิทธิภาพเตา และพัฒนาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน ส่วนผู้ซื้อและหน่วยงานภาครัฐสามารถช่วยสร้างตลาดด้วยการกำหนดเกณฑ์จัดซื้อที่พิจารณาคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตควบคู่กับคุณภาพและความปลอดภัย
กรณีนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า การเปลี่ยนผ่านไม่ได้เกิดจากโรงงานฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ผู้ให้บริการพลังงาน ผู้พัฒนาเทคโนโลยี สถาบันการเงิน ผู้กำหนดนโยบาย และลูกค้าปลายทางร่วมกัน การสร้างอุปสงค์ที่ชัดเจนช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้ผลิตกล้าลงทุนในกระบวนการคาร์บอนต่ำ
แนวทางเร่งการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไทย
ไทยประกาศเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายใน พ.ศ. 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายใน พ.ศ. 2608 ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 เป้าหมายระดับประเทศดังกล่าวต้องแปลงเป็นแผนรายสาขาและแผนองค์กรที่มีตัวชี้วัด งบลงทุน และผู้รับผิดชอบชัดเจน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
เริ่มจากการวัด วางแผน และจัดลำดับการลงทุน
องค์กรควรเริ่มจากจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและข้อมูลพลังงาน กำหนดปีฐาน ตรวจสอบคุณภาพข้อมูล แล้วระบุแหล่งปล่อยสำคัญ จากนั้นจัดทำแผนลดการปล่อยที่แยกมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมประเมินต้นทุน เงินประหยัด ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี และผลต่อกำลังการผลิต การตั้งเป้าหมายควรอธิบายขอบเขตและวิธีติดตาม เพื่อให้ผู้บริหาร พนักงาน ผู้ซื้อ และผู้ให้ทุนประเมินความก้าวหน้าได้
สนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ผู้ประกอบการรายย่อยมักมีข้อจำกัดด้านเงินทุน บุคลากร และความสามารถในการเก็บข้อมูล แต่ได้รับคำขอด้านสิ่งแวดล้อมจากลูกค้ารายใหญ่เพิ่มขึ้น แนวทางสนับสนุนจึงควรมีเครื่องมือคำนวณที่ใช้งานง่าย บริการตรวจประเมินพลังงาน เงินกู้ดอกเบี้ยเหมาะสม การค้ำประกันสินเชื่อ และการฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ การรวมกลุ่มผู้ประกอบการเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์หรือจ้างผู้ตรวจประเมินร่วมกันอาจช่วยลดต้นทุนต่อกิจการได้
พัฒนาทักษะและคำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม
การเปลี่ยนเทคโนโลยีส่งผลต่อทักษะแรงงานและรูปแบบงาน ตั้งแต่การควบคุมระบบพลังงาน การบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้า ไปจนถึงการจัดทำข้อมูลคาร์บอน ภาครัฐ สถานศึกษา และภาคธุรกิจควรร่วมพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมและการยกระดับทักษะ พร้อมออกแบบมาตรการช่วยเหลือแรงงานและชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เพื่อให้การลดการปล่อยเดินหน้าไปพร้อมกับโอกาสการจ้างงานและคุณภาพชีวิต
สรุป: อุตสาหกรรมสีเขียวคือรากฐานการแข่งขันในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
อุตสาหกรรมสีเขียวเริ่มจากการจัดการสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนต่อยอดสู่การวัดและลดการปล่อยตลอดห่วงโซ่คุณค่า การเปลี่ยนผ่านต้องผสานประสิทธิภาพพลังงาน พลังงานสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน นวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมลดคาร์บอนได้ยาก และระบบข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ขณะเดียวกัน นโยบายการค้าและความต้องการของผู้ซื้อกำลังทำให้ความสามารถด้านคาร์บอนเป็นปัจจัยทางธุรกิจโดยตรง
ผู้ประกอบการไทยควรเริ่มสำรวจการใช้พลังงานและการปล่อย จัดทำแผนลดที่มีเป้าหมายชัดเจน และสื่อสารผลด้วยหลักฐาน ส่วนภาครัฐและภาคการเงินควรช่วยให้เทคโนโลยี เงินทุน และความรู้เข้าถึงกิจการทุกขนาด การลงมืออย่างเป็นระบบตั้งแต่วันนี้จะช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและตลาด เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนเป้าหมายสภาพภูมิอากาศของประเทศในระยะยาว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม: แนวทางและเกณฑ์อุตสาหกรรมสีเขียว
- คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: รายงานการประเมินฉบับที่ 6
- องค์การพลังงานระหว่างประเทศ: รายงานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลก พ.ศ. 2566 และข้อมูลการลดการปล่อยในภาคอุตสาหกรรม
- พิธีสารก๊าซเรือนกระจก: มาตรฐานการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกระดับองค์กรและห่วงโซ่คุณค่า
- คณะกรรมาธิการยุโรป: ข้อมูลกลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน
- องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน): แนวทางการประเมินและจัดการก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย
- สำนักเลขาธิการสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่ประกาศในการประชุมครั้งที่ 26
