นวัตกรรมการผลิตและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า: กลยุทธ์ลดผลกระทบต่อโลกและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน
นวัตกรรมการผลิตและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า คือการปรับวิธีออกแบบ ผลิต ใช้ และจัดการผลิตภัณฑ์กับวัสดุ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยใช้พลังงาน น้ำ และวัตถุดิบน้อยลง พร้อมลดมลพิษและของเสีย กลยุทธ์สำคัญประกอบด้วยการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ใช้งานได้นาน การใช้พลังงานสะอาด การนำวัสดุกลับมาใช้ และการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน แนวทางเหล่านี้มีความเร่งด่วน เพราะรายงานของคณะกรรมการทรัพยากรระหว่างประเทศแห่งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติระบุว่า การสกัดและแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติเป็นสาเหตุสำคัญของผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ
ความหมายและความสำคัญของนวัตกรรมการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติอธิบายว่า การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเกี่ยวข้องกับการลดปริมาณทรัพยากรที่ต้องใช้ต่อหน่วยผลผลิต โดยยังคงตอบสนองความต้องการของสังคม แนวคิดนี้ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การออกแบบกระบวนการผลิต ไปจนถึงการจัดการผลิตภัณฑ์เมื่อหมดอายุการใช้งาน จึงไม่ใช่เพียงการรีไซเคิลปลายทาง แต่เป็นการป้องกันการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็นตั้งแต่ต้นทาง
รายงานแนวโน้มทรัพยากรโลก พ.ศ. 2567 ของคณะกรรมการทรัพยากรระหว่างประเทศประเมินว่า การสกัดทรัพยากรธรรมชาติทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมา และหากรูปแบบการผลิตกับการบริโภคไม่เปลี่ยนแปลง การใช้ทรัพยากรอาจเพิ่มขึ้นอีกอย่างมีนัยสำคัญภายใน พ.ศ. 2603 เมื่อเทียบกับระดับปัจจุบัน รายงานยังชี้ว่าการสกัดและแปรรูปทรัพยากรเกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยละ 55 และมีส่วนต่อผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพและมลพิษทางอากาศอย่างมาก
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากปริมาณการผลิตและการบริโภครวมยังขยายตัวต่อเนื่อง กลยุทธ์จึงต้องรวมการลดความต้องการที่ไม่จำเป็น การยืดอายุสินค้า และการเปลี่ยนจากระบบใช้แล้วทิ้งไปสู่ระบบหมุนเวียนด้วย
กลยุทธ์การผลิตที่ลดการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อโลก
การผลิตที่ยั่งยืนคือการจัดกระบวนการให้สร้างสินค้าและบริการโดยลดการใช้วัตถุดิบ พลังงาน และน้ำ ตลอดจนควบคุมการปล่อยมลพิษและของเสีย หลักคิดนี้เชื่อมโยงกับการผลิตที่สะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากร การประเมินผลกระทบตลอดวงจรชีวิต และการออกแบบเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน
การผลิตที่สะอาดและการเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงาน
การผลิตที่สะอาดหมายถึงการป้องกันมลพิษตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการปรับกระบวนการและการบริหารจัดการ แทนการรอแก้ปัญหาหลังเกิดของเสียแล้ว โรงงานอาจตรวจวัดการใช้พลังงานและน้ำแยกตามสายการผลิต ปรับปรุงเครื่องจักรที่สูญเสียพลังงาน นำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ และปรับแผนการผลิตเพื่อลดวัตถุดิบเสียหาย
องค์การพลังงานระหว่างประเทศระบุว่า ประสิทธิภาพพลังงานเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงาน ขณะที่การประเมินจริงในโรงงานควรพิจารณาทั้งพลังงานต่อหน่วยผลิต ปริมาณของเสีย อัตราการใช้ซ้ำ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ใช่ดูเฉพาะค่าไฟฟ้ารวม เพราะยอดผลิตที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้การใช้พลังงานรวมสูงขึ้น แม้ใช้พลังงานต่อชิ้นลดลงแล้วก็ตาม
การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ใช้ได้นานและซ่อมแซมได้
การออกแบบเพื่อความทนทานและการซ่อมแซม คือการเลือกวัสดุและโครงสร้างที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ใช้งานได้นาน ถอดประกอบได้ และเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสียได้โดยไม่ต้องทิ้งทั้งชิ้น ตัวอย่างเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีอะไหล่รองรับ เสื้อผ้าที่ซ่อมตะเข็บได้ และบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบให้เติมซ้ำได้
แนวทางนี้ลดความต้องการผลิตสินค้าใหม่และลดขยะตั้งแต่ต้นทาง นโยบายสิทธิในการซ่อมของหลายประเทศสะท้อนความพยายามทำให้ผู้บริโภคและช่างเข้าถึงอะไหล่ คู่มือ และเครื่องมือซ่อมได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การยืดอายุสินค้าให้เกิดผลจริงยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัย มาตรฐานสินค้า และการออกแบบที่ทำให้ซ่อมได้ในต้นทุนเหมาะสม
การประเมินผลกระทบตลอดวงจรชีวิตสินค้า
การประเมินวงจรชีวิตเป็นวิธีพิจารณาผลกระทบของสินค้าในหลายช่วง ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน จนถึงการจัดการเมื่อหมดอายุ วิธีนี้ช่วยป้องกันการย้ายปัญหาจากขั้นตอนหนึ่งไปอีกขั้นตอนหนึ่ง เช่น ลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์แต่ทำให้สินค้าเสียหายระหว่างขนส่งมากขึ้น หรือเปลี่ยนวัสดุโดยไม่ตรวจสอบผลกระทบจากการผลิตวัตถุดิบนั้น
องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานมีแนวทางสำหรับการประเมินวงจรชีวิต ซึ่งองค์กรสามารถใช้กำหนดขอบเขต วิเคราะห์ข้อมูล และเปรียบเทียบทางเลือกอย่างเป็นระบบ การรายงานควรระบุสมมติฐานและขอบเขตให้ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อใช้ตัวเลขคาร์บอนฟุตพริ้นท์หรือคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้และลดความเสี่ยงของการกล่าวอ้างเกินจริง
เศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้วัสดุให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เศรษฐกิจหมุนเวียนคือระบบที่มุ่งรักษาคุณค่าและประโยชน์ของสินค้า วัสดุ และทรัพยากรให้อยู่ในระบบนานที่สุด โดยลดการเกิดของเสียผ่านการใช้ซ้ำ ซ่อมแซม ปรับปรุง และนำวัสดุกลับมาแปรรูป แนวคิดนี้ต่างจากระบบเศรษฐกิจแบบใช้ทรัพยากร ผลิต ใช้ แล้วทิ้ง ซึ่งพึ่งพาการสกัดวัตถุดิบใหม่อย่างต่อเนื่อง
การใช้ซ้ำ การซ่อม และการปรับปรุงผลิตภัณฑ์
การใช้ซ้ำช่วยให้สินค้าเดิมทำหน้าที่ต่อได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปกลับเป็นวัตถุดิบ ขณะที่การซ่อมและการปรับปรุงช่วยยืดอายุการใช้งานหรือคืนสมรรถนะให้สินค้า ตัวอย่างในภาคธุรกิจ ได้แก่ ระบบบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน การรับคืนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำมาปรับสภาพ และการขายสินค้ามือสองที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ
การใช้ซ้ำมักรักษาคุณค่าของวัสดุได้มากกว่าการบดหรือแปรรูปเป็นวัตถุดิบใหม่ แต่ต้องมีระบบรับคืน การทำความสะอาด การตรวจคุณภาพ และการขนส่งที่เหมาะสม องค์กรจึงควรวัดทั้งจำนวนครั้งที่นำกลับมาใช้ อัตราการสูญหาย และผลกระทบจากการขนส่ง เพื่อยืนยันว่าระบบหมุนเวียนลดผลกระทบโดยรวมจริง
การรีไซเคิลและข้อจำกัดของวัสดุ
การรีไซเคิลคือการนำวัสดุใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอีกครั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าวัสดุทุกชนิดจะกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์เดิมได้อย่างไม่จำกัด วัสดุบางประเภทเสื่อมคุณภาพเมื่อผ่านการแปรรูปหลายรอบ ขณะที่วัสดุผสมหรือบรรจุภัณฑ์หลายชั้นอาจแยกส่วนได้ยาก
โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติรายงานว่า โลกผลิตขยะพลาสติกราว 353 ล้านตันใน พ.ศ. 2562 และมีเพียงประมาณร้อยละ 9 ที่ถูกรีไซเคิล ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ถูกฝังกลบ เผา หรือจัดการไม่เหมาะสม ข้อมูลนี้ชี้ว่าการเพิ่มกำลังรีไซเคิลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ควรลดพลาสติกที่ไม่จำเป็น ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้ และจัดระบบคัดแยกกับเก็บคืนให้มีประสิทธิภาพควบคู่กัน
การใช้วัสดุเหลือทิ้งเป็นทรัพยากรของอุตสาหกรรมอื่น
การแลกเปลี่ยนทรัพยากรระหว่างอุตสาหกรรม หรืออุตสาหกรรมเชิงนิเวศ คือการนำผลพลอยได้ ความร้อน น้ำ หรือวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการหนึ่งไปเป็นปัจจัยการผลิตของอีกกระบวนการหนึ่ง ตัวอย่างเช่น การนำความร้อนจากโรงงานไปใช้ในระบบอบแห้งใกล้เคียง หรือใช้วัสดุเหลือจากการเกษตรเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมชีวภาพ
การดำเนินงานลักษณะนี้ต้องมีข้อมูลคุณภาพและปริมาณวัสดุที่สม่ำเสมอ ข้อตกลงด้านความรับผิดชอบ และการตรวจสอบสารปนเปื้อน หากวัสดุเหลือทิ้งมีสารอันตราย การนำกลับมาใช้โดยไม่มีมาตรฐานอาจถ่ายโอนความเสี่ยงไปยังผู้ใช้รายถัดไปได้
พลังงาน น้ำ และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการผลิตที่มีประสิทธิภาพ
การลดผลกระทบจากการผลิตต้องจัดการทรัพยากรที่ใช้ในโรงงานพร้อมกัน ทั้งพลังงาน น้ำ และข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยติดตามการใช้ทรัพยากรแบบละเอียดขึ้น แต่ประโยชน์จะเกิดขึ้นเมื่อข้อมูลนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการและมีการตรวจสอบผลลัพธ์จริง
พลังงานหมุนเวียนและการจัดการพลังงาน
พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ควรดำเนินควบคู่กับการลดความต้องการพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักร การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าในโรงงาน การจัดตารางการใช้พลังงาน และการนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ สามารถช่วยลดทั้งต้นทุนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้
องค์การพลังงานระหว่างประเทศชี้ว่าการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและการขยายพลังงานสะอาดเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ องค์กรจึงควรพิจารณาการปล่อยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่เฉพาะไฟฟ้าที่ใช้ในสถานประกอบการ เพราะการผลิตวัตถุดิบและการขนส่งอาจเป็นแหล่งปล่อยสำคัญด้วย
การลดการใช้น้ำและการนำน้ำกลับมาใช้
การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเริ่มจากการระบุจุดใช้น้ำในแต่ละขั้นตอน ตรวจหารอยรั่ว และแยกน้ำตามระดับคุณภาพที่ต้องการ โรงงานอาจนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ในงานล้าง ระบบหล่อเย็น หรือรดพื้นที่สีเขียว หากคุณภาพน้ำเหมาะสมกับการใช้งานนั้น
องค์การสหประชาชาติด้านน้ำและสุขาภิบาลรายงานว่า ใน พ.ศ. 2565 ประชากรราว 2.2 พันล้านคนยังขาดบริการน้ำดื่มที่จัดการอย่างปลอดภัย ตัวเลขนี้ย้ำว่าการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมต้องคำนึงถึงพื้นที่และความต้องการของชุมชนด้วย การประเมินความเสี่ยงน้ำระดับลุ่มน้ำช่วยให้บริษัทหลีกเลี่ยงการตั้งเป้าหมายที่มองเฉพาะปริมาณน้ำรวมโดยไม่สนใจภาวะขาดแคลนในพื้นที่จริง
ข้อมูล เซนเซอร์ และปัญญาประดิษฐ์
เซนเซอร์และระบบวิเคราะห์ข้อมูลสามารถตรวจจับการใช้พลังงานผิดปกติ คาดการณ์การบำรุงรักษา และปรับการเดินเครื่องให้สอดคล้องกับความต้องการ เทคโนโลยีเหล่านี้อาจช่วยลดการหยุดชะงักและของเสียจากการผลิต แต่ก็ใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จึงควรประเมินผลประโยชน์สุทธิตลอดอายุระบบ รวมถึงการจัดการอุปกรณ์เมื่อเลิกใช้งาน
ตัวชี้วัดที่ใช้ติดตามได้ ได้แก่ พลังงานต่อตันผลผลิต น้ำต่อหน่วยผลิต อัตราของเสียต่อวัตถุดิบ และสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในสินค้า การเปิดเผยวิธีคำนวณ ขอบเขตข้อมูล และปีฐานช่วยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเปรียบเทียบความก้าวหน้าได้อย่างน่าเชื่อถือ
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้และแนวทางสำหรับธุรกิจไทย
การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่ใช้ทรัพยากรคุ้มค่าเกิดขึ้นได้ทั้งในองค์กรขนาดใหญ่และธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม โดยเริ่มจากปัญหาที่วัดผลได้ เช่น ค่าไฟสูง การสูญเสียวัตถุดิบ น้ำเสีย หรือสินค้าคืนจำนวนมาก แล้วเลือกมาตรการที่เหมาะกับกระบวนการและเงินลงทุน
กรณีระบบบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน
ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มสามารถทดลองใช้ภาชนะหมุนเวียนในพื้นที่ที่มีจุดรับคืนชัดเจน เช่น ร้านค้า โรงอาหาร หรือกิจกรรมขนาดใหญ่ ระบบดังกล่าวต้องกำหนดเงินมัดจำหรือแรงจูงใจ จัดการการล้างและตรวจสภาพภาชนะ และวางแผนขนส่งกลับให้มีประสิทธิภาพ ความสำเร็จควรวัดจากจำนวนรอบการใช้งาน อัตราการคืน และผลกระทบต่อการใช้น้ำกับพลังงานในการล้าง ไม่ใช่นับเพียงจำนวนภาชนะที่นำกลับมาใช้
กรณีอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร
โรงงานแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรอาจใช้เศษพืชและผลพลอยได้เป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารสัตว์ ปุ๋ย วัสดุชีวภาพ หรือพลังงานชีวภาพ โดยต้องตรวจสอบความปลอดภัยและคุณภาพตามการใช้งาน การจัดการที่เหมาะสมช่วยลดของเสียและสร้างรายได้เสริมให้ห่วงโซ่อุปทาน แต่ควรประเมินด้วยว่าวัตถุดิบเหลือนั้นมีการใช้ประโยชน์เดิมอยู่แล้วหรือไม่ เพื่อไม่ให้การนำไปใช้แบบใหม่เบียดบังการใช้ที่มีคุณค่าสูงกว่า
ขั้นตอนเริ่มต้นสำหรับองค์กร
- จัดทำข้อมูลฐานการใช้พลังงาน น้ำ วัตถุดิบ และปริมาณของเสีย โดยแยกตามกระบวนการ
- ระบุจุดสูญเสียที่มีต้นทุนหรือผลกระทบสูง แล้วเรียงลำดับตามความคุ้มค่าและความเป็นไปได้
- ทดลองมาตรการในพื้นที่หรือสายการผลิตขนาดเล็ก พร้อมกำหนดตัวชี้วัดก่อนเริ่มงาน
- ติดตามผลทั้งด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพสินค้า ต้นทุน และผลต่อผู้ปฏิบัติงาน
- ขยายมาตรการที่ได้ผล และสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใสโดยระบุขอบเขตและวิธีคำนวณ
ข้อจำกัดและเงื่อนไขสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
นวัตกรรมสีเขียวไม่ได้รับประกันว่าผลกระทบจะลดลงโดยอัตโนมัติ หากสินค้าใช้ทรัพยากรน้อยลงต่อชิ้นแต่ยอดขายเพิ่มขึ้นมาก การใช้ทรัพยากรรวมอาจยังสูงขึ้น ปรากฏการณ์นี้ทำให้ต้องติดตามทั้งประสิทธิภาพต่อหน่วยและปริมาณผลกระทบโดยรวม นอกจากนี้ การเปลี่ยนไปใช้วัสดุทดแทนอาจสร้างผลกระทบใหม่ต่อที่ดิน น้ำ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ จึงจำเป็นต้องประเมินตลอดวงจรชีวิต
อุปสรรคที่พบได้บ่อย ได้แก่ เงินลงทุนเริ่มต้นสูง การขาดข้อมูลในห่วงโซ่อุปทาน มาตรฐานการคัดแยกที่ไม่สอดคล้องกัน และการขาดตลาดรองรับวัสดุใช้แล้ว การร่วมมือระหว่างผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ให้บริการจัดการของเสีย และภาครัฐจึงสำคัญ โดยเฉพาะการออกแบบกติกาที่ทำให้ผู้ผลิตรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต และสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการซ่อม ใช้ซ้ำ และรีไซเคิล
สรุป: เปลี่ยนจากการผลิตให้มากขึ้นสู่การสร้างคุณค่าด้วยทรัพยากรน้อยลง
นวัตกรรมการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าต้องทำงานร่วมกันหลายด้าน ได้แก่ การผลิตที่สะอาด การออกแบบสินค้าให้ทนทาน การประเมินผลกระทบตลอดวงจรชีวิต การใช้ซ้ำและรีไซเคิล การจัดการพลังงานและน้ำ ตลอดจนการใช้ข้อมูลเพื่อปรับปรุงกระบวนการ หลักฐานจากรายงานทรัพยากรโลกและข้อมูลขยะพลาสติกแสดงให้เห็นว่า การพึ่งพาการสกัดวัตถุดิบใหม่และการจัดการปลายทางเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
ธุรกิจและผู้บริโภคสามารถเริ่มได้จากการวัดการใช้ทรัพยากร ลดสิ่งที่ไม่จำเป็น เลือกสินค้าที่ซ่อมและใช้ซ้ำได้ และสนับสนุนระบบรับคืนที่ตรวจสอบผลลัพธ์ได้ ส่วนภาครัฐควรส่งเสริมมาตรฐาน การจัดซื้อที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่เพียงลดแรงกดดันต่อโลก แต่ยังช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ลดต้นทุนระยะยาว และสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงในอนาคต
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- คณะกรรมการทรัพยากรระหว่างประเทศแห่งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ, รายงานแนวโน้มทรัพยากรโลก พ.ศ. 2567
- โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ, รายงานมลพิษจากพลาสติกและการจัดการขยะพลาสติกทั่วโลก
- องค์การพลังงานระหว่างประเทศ, รายงานและข้อมูลด้านประสิทธิภาพพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
- องค์การสหประชาชาติด้านน้ำและสุขาภิบาล, รายงานความก้าวหน้าด้านน้ำดื่มและสุขาภิบาล พ.ศ. 2565
- องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน, แนวทางการประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์
